ฉันไม่เคยชอบทะเลมาก่อนเลยรู้มั๊ย …

จำได้ว่าเคยบอกเธอไปแบบนั้น .. ไม่ชอบ เพราะเวลาไปทะเลจะรู้สึกเหงาๆ แปลกๆ

ฉันไม่เคยชอบอากาศหนาว และฉันก็เกลียดเดือนธันวาคม

ฉันชอบแสงแดดมากกว่า เพราะความหนาวทำให้ฉันรู้สึกเศร้า และขี้เกียจ ไม่มีชีวิตชีวา

ฉันไม่เคยชอบกินผัก ไม่ชอบกินอาหารทะเล และเกลียดช็อคโกแล๊ตเอามากๆ

ฉันไม่เคยอยากโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันชอบที่จะทำตัวเป็นเด็ก และชอบใช้อารมณ์กับทุกเรื่อง

… จนกระทั่งเด็กผู้ชายคนหนึ่งหันมายิ้มให้กันในเวลาเกือบแปดโมงเช้า

ขณะรอเข้าแถวเคารพธงชาติ … เป็นรอยยิ้มที่น่ารักที่สุด และชอบที่สุดไม่ว่าจะนานเท่าไหร่

ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ นับจากวันนั้น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ความรักแก่ขึ้นทุกปี ทุกปี … ในขณะที่เราเข้าใจกันมากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน

ในวันนี้ฉันแน่ใจแล้วว่า ฉันโตขึ้นมาก และเข้าใจในหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น

กว่าเรื่องราวจะดำเนินมาจนถึงวันนี้ ทั้งเธอและฉัน เราต่างสะบักสะบอมกันทั้งคู่

เธอเหนื่อย .. ในการพยายามที่จะทำให้ฉันดีขึ้น

ฉันเหนื่อย .. ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องทำแบบนี้

ทั้งปรับ ทั้งเปลี่ยน ทำแทบจะทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นทางรอด ให้เรายังอยู่ด้วยกันได้

เป็นเพื่อนกัน ..เกลียดกัน ..ห่างกัน ..ต่างคนต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง

… แล้วก็วนกลับมาเริ่มต้นใหม่

สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น …

 

จนเมื่อวาระสุดท้ายคลืบคลานเข้ามาจริงๆ .. ฉันจึงได้รู้สึกตัว

เปิดใจ ทำความเข้าใจ ใช้เหตุผล ..แต่ไม่ลืมที่จะใช้อารมณ์ความรู้สึกควบคู่กันไปด้วย

ในที่สุดวันนี้ ฉันก็ได้เห็นรอยยิ้มที่น่ารักที่สุดในโลกของเด็กผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง

ไม่ได้หมายความว่า เธอจะไม่เหนื่อยกับฉันอีกต่อไปหรอกนะ

แต่เธอคงจะเหนื่อยน้อยลง ไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว

เธอบอกว่า ถึงมันจะเหนื่อย แต่ถ้าฉันพยายามเข้าใจ เธอก็มีความสุขที่ได้ทำหน้าที่นี้

หน้าที่ที่เธอทำมันมาตลอดเป็นเวลากว่าสิบปี และจะยังคงทำมันต่อไป

คือการทำให้ฉันเป็นคนดีที่สุด เท่าที่ฉันจะเป็นได้

ไม่ใช่แค่ในเรื่องความรัก เธอดูแลฉันในทุกเรื่อง  ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย

ความใส่ใจ ความห่วงใย ความรัก ความรู้สึกดีๆ …ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

เธอบอกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันน้อยลง ถ้าไม่มากขึ้น ก็แค่กลับมาอยู่ที่เดิม เป็นค่าคงที่

ความรัก เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากความรัก

ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดี และจะทำให้เธอรู้สึกแบบนี้เช่นกัน

 

เธอไม่เคยหนีหายไปไหน .. ทุกครั้งฉันต่างหาก ที่เป็นฝ่ายไปจากเธอ

และไม่ใช่เพราะเธอกลับมาหาฉัน .. ทุกครั้งเป็นเพราะว่าฉันกลับมาหาเธอ

เธอเป็นค่าคงที่ ..  ยังคงอยู่ที่เดิม .. เธอไม่เคยไปไหน .. ยังคงอยู่ตรงนี้

ฉันดีใจ ที่วันนี้เป็นแบบนี้ .. ดีใจที่ตัวเองดีขึ้น ทำให้เธอน่ารักกับฉันได้มากขึ้น

มีความสุขมากเลยรู้มั๊ย .. เราไม่ทะเลาะกันเลย เป็นปีเชียวนะ 

แต่ถึงจะทะเลาะกัน ฉันก็มีความสุข .. เราทะเลาะกัน ก็เพราะเราอยากจะเข้าใจให้ตรงกัน

เราอยากจะเข้าใจตรงกัน ก็เพราะว่าเรารักกัน  

ฉันเรียนรู้ว่า สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง

เพราะแบบนี้ ฉันจึงเลือกที่จะเป็นสุข และทำให้เธอมีความสุขไปด้วยกัน

สุขอย่างเป็นสุข และทุกข์อย่างเป็นสุขเช่นกัน

 

เธอทำให้ฉันรักทะเล และทำให้ฉันรักเดือนธันวาคม

ทำให้หน้าหนาวเป็นฤดูที่สุดแสนพิเศษสำหรับวันครบรอบความรักของเรา

ทำให้ชอบกินผัก ชอบกินอาหารทะเลด้วย และตกหลุมรักช็อคโกแล๊ตกะขนมหวานทุกชนิด 

เธอทำให้ฉันโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เป็นคนที่ดีขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น อะไรๆก็ดีขึ้นไปหมดเลย

เป็นป๊ะป๋าที่พาเราไปเที่ยวและกินขนมอร่อยๆในทุกๆที่

เป็นเจ้าชาย ที่ดูแลเราอย่างดีแสนดีประดุจเป็นเจ้าหญิง

เป็นการู ให้เราระบายอารมณ์ใส่ และตักเตือนเวลาที่เราสงบลง

เป็นคุนหมาป่าใจดี ที่ไม่ยอมหม่ำลูกมู๋ เพราะตกหลุมรักลูกมู๋ตัวนี้ไง ^^

เป็นพี่ชายที่แสนอบอุ่น เป็นน้องชายที่กวนประสาท เป็นคนในครอบครัว

เป็นทุกสิ่ง และเป็นทุกอย่าง จริงๆ

 

แปลนคือความสุขเบ้อเริ่มเทิ้มของพลอยนะ : -)))

 

เธอชอบบอกว่า .. อยากทำให้ฉันเป็นผู้หญิงที่พิเศษกว่าใครๆในโลก

รู้มั๊ยว่า . . .

การที่ฉันได้เป็นผู้หญิงของเธอ .. แค่เพียงเท่านี้ ฉันก็พิเศษกว่าใครๆในโลกนี้แล้ว

 

*** จะทำหน้าที่ ดูแลความรักให้น่าอิจฉายิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น  ตลอดไป ***

เดือนหน้า : วันแห่งความรักตรงกับสุดสัปดาห์ด้วยแหละ ตื่นเต้นจัง

มีความสุขกับความรักกันถ้วนหน้านะ หน้าถ้วน

=^@^=

 

ถ้าเราสนิทกันมากกว่านี้ . . เ ร า จ ะ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง มั๊ ย ?

 

ดัง แล้ว หยิ่ง . . จ ริ ง รึ เ ป ล่ า ?

 

เราไม่ควรชอบเขาไปมากกว่านี้ . . ใ ช่ มั๊ ย ?

 

ทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงเสมอ . . อย่าไปคาดหวังอะไรเลย . . ป ล ง เ ห อ ะ ! ! !

 

เมื่อก่อนลืมคิดว่านักเขียนก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

บางครั้งจึงคาดหวังอะไรไปมากมายกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่านักเขียน

จนเมื่อไม่นาน ใครบางคนถามเราว่า “ถ้าพลอยกลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้วจะเปลี่ยนไปมั๊ย?”

ถ้าวันๆเจอแต่คำถามที่ไร้สาระให้ตอบ เจองานเขียนที่ไม่ได้เรื่องให้อ่านให้แสดงความคิดเห็น

แน่นอนว่า อาจจะทำให้เบื่อ เหนื่อย และไม่อยากจะตอบท่านผู้อ่านสักเท่าไหร่

 

แต่คุณมีสิทธิหรือ?

 

งานบางชิ้นที่คุณตัดสินเองว่าไร้สาระ ว่าไม่น่าอ่าน ไม่น่าสนใจ ไม่เห็นจะมีอะไร

แต่นั่นอาจจะเป็นงานที่น่าภาคภูมิใจของคนที่ตั้งใจทำมันขึ้นมา

อย่าลืมว่า ก่อนที่คุณจะเป็นนักเขียนที่ขายได้ คุณก็เคยเขียนเรื่องไม่เข้าท่ามาก่อน

เคยตะเกียดตะกายที่จะเสนอผลงานของตัวเอง เคยอยากให้ใครสักคนอ่านและชอบมัน

แค่สักคนคุณก็คงยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ได้ทั้งวันแล้ว

ถ้าฉันเป็นนักเขียนชื่อดัง ฉันจะเปลี่ยนแปลงไปรึเปล่า . . ฉันก็ไม่แน่ใจ

แต่ที่ฉันแน่ใจก็คือ ฉันจะไม่ตัดสินผลงานของใครๆไปเอง

ฉันจะตั้งใจอ่านในสิ่งที่เขาอยากเล่าอยากเขียนมาให้ฉันได้รับรู้

ฉันจะไม่ทำให้ผลงานของเขาต้องดูไร้ค่าเด็ดขาด

 

ฉันมาคิดเล่นๆว่า การที่เราชื่นชอบนักเขียนคนหนึ่งนั้น

เราไม่ต้องพยายามไปติดต่ออะไรเขามากมายดีกว่านะ

ก็แค่ติดตามผลงานของเขา ติดตามตัวหนังสือของเขา

ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันให้มากชนิดที่เรียกว่าเป็นแฟนคลับตัวยง

เพราะเมื่อเรารู้จักใครสักคนที่มากเกินกว่าเส้นคั่นในความพอดี เราก็มักจะเริ่มคาดหวัง

และสุดท้าย ถ้าเขาไม่เป็นอย่างที่เราหวัง เราก็จะรู้สึกแย่เปล่าๆ

 

ในทุกๆความสัมพันธ์นั้นต้องการความพอดี

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็แค่หาความพอดี

“พอ” แล้วมันก็จะ “ดี”

ฉันเชื่ออย่างนั้น

 

* ต่อไปนี้ฉันจะไม่ลืมว่า นักเขียนก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง เท่านั้นเอง *

 

ตั่งแต่ตอนที่ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ . . ยังหมายความว่ามันใหญ่กว่าฉันจริงๆ

ตั่งแต่ตอนที่ยังใส่รองเท้าส้นสูงของแม่เดินไปไหนมาไหน

ตั่งแต่ตอนที่ยังเล่นตุ๊กตาบาร์บี้

ตั่งแต่ตอนที่ยังเป่าเค้กวันเกิดที่แต่งหน้าเค้กด้วยเจ้าหญิงดิสนี่ย์กับตัวการ์ตูน

ตั่งแต่ตอนที่ยังซื้อที่รัดผมราฟฟี่แนนซี่แบบครบทุกสี

ตั่งแต่ตอนที่ยังฟังแร็ฟเตอร์

ตั่งแต่ตอนที่ยังไม่ยอมกินผักแม้แต่น้อย

ตั่งแต่ตอนที่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย

 

จนถึงตอนนี้ที่ฉันตัวโตกว่าตุ๊กตาหมีส่วนมากซะแล้ว

จนถึงตอนนี้ที่ฉันมีรองเท้าส้นสูงเป็นของตัวเอง

จนถึงตอนนี้ที่ฉันเปลี่ยนมาสะสมตุ๊กตาบาร์บี้แทน

จนถึงตอนนี้ที่ไม่ค่อยได้เป่าเค้กวันเกิด และไม่มีลายการ์ตูนบนหน้าเค้กอีกแล้ว

จนถึงตอนนี้ที่ไม่มีราฟฟี่แนนซี่ในค่ายอาร์เอส

จนถึงตอนนี้ที่แร็ฟเตอร์แยกย้ายกันไป

จนถึงตอนนี้ที่ชอบกินผักจนได้

จนถึงตอนนี้ที่ใกล้จะจบ

จากเด็กหญิงในวันนั้น . . จนโตขึ้นมาเป็นนางสาวซะแล้วในวันนี้

ก็ยังคงอยากได้ตุ๊กตาหมีสีขาวขนนุ่มตัวใหญ่ยักษ์ น่ารัก น่าฟัด น่ากอด อยู่เสมอมา

 

ฉันเคยอยากได้ตุ๊กตาหมีสีขาว ขนนุ่ม ตัวใหญ่ๆ น่ากอดน่าฟัด มาตลอด

และแอบหวังว่า ในวันเกิดของฉันที่ผ่านๆมา ฉันอาจจะได้รับสิ่งนี้เป็นของขวัญบ้าง

แต่ฉันก็ไม่เคยได้รับมัน . . .

 

เมื่อไม่นานมานี้ในวันเกิดของที่รักตลอดกาลของฉัน . . ฉันซื้อสิ่งที่ฉันอยากได้มาตลอดให้กับเธอ

ใช่แล้ว!!! . . ฉันซื้อตุ๊กตาหมีให้เธอ

แม้ว่าเธออาจจะคิดว่า เธอโตเกินกว่าที่จะได้ของสิ่งนั้นแล้วก็ตามที

แต่ฉันก็อยากจะมอบสิ่งนั้นเป็นของขวัญให้กับเธอนะ แค่อยากให้ และตั้งใจจะให้ก็เท่านั้นเอง

ฉันเชื่อว่าของขวัญมีค่าในตัวมันเองเสมอ

เมื่อผู้ให้ตั้งใจให้ด้วยใจ . . ผู้รับก็จะรับรู้ได้ด้วยใจ

ฉันจะรู้ . . เธอจะรู้ . . เขาจะรู้ . . ทุกคนจะรู้ : -)

 

และในที่สุด . . เมื่อวานนี้เอง

ฉันก็ได้ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้รับมา และมันถูกใจฉันจริงๆ

ไม่ใช่เพราะเป็นวันเกิด วันวาเลนไทน์ วันครบรอบ หรือวันสำคัญใดๆ . .

เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง ซึ่งครอบครัวของเราออกไปทานข้าวเย็นด้วยกัน

และฉันได้บอกกับยายว่า “อยากได้ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ตัวนั้นจัง”

แม้ทุกคนจะคัดค้านด้วยเหตุผลที่ว่าฉันโตเกินกว่าที่จะซื้อของแบบนั้นให้แล้ว

แต่สำหรับฉัน สิ่งที่ฉันอยากได้จริงๆก็คือของแบบนั้นนั่นแหละ

ฉันยังอยากได้ตุ๊กตา อยากได้ของเล่น อยากได้มงกุฏ อยากได้ของที่เกี่ยวกับเจ้าหญิง

และยังอยากได้เค้กวันเกิดที่แต่งหน้าเค้กแบบน่ารักๆด้วย

ฉันชอบที่จะทำตัวเป็นเด็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่รู้จักโต ฉันแค่ชอบความเป็นเด็กเท่านั้นเอง

ฉันไม่ชอบความเป็นผู้ใหญ่ แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่สามารถหลบเลี่ยงมันได้

ยังไงซะ ฉันก็ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู่ใหญ่ที่ดี

 

และหลังจากนั้น . . หลังจากที่เราทานข้าวกันเสร็จ

ยายก็มอบของขวัญที่แสนพิเศษให้กับฉัน และฉันได้ตั้งชื่อมันว่า “Beary Prince”

เจ้าชายหมีสีขาวขนนุ่มน่ากอดที่ฉันอยากได้มาตลอด . . เราเจอกันจนได้นะ

ฉันหาเสื้อผ้าให้มันใส่ แล้วก็สวมมงกุฏสำหรับเจ้าชายให้ด้วย

และสุดท้ายก็นอนกอดเจ้าชายหมีตัวใหญ่ของฉันทั้งคืน

 ดีใจนะ . . และก็มีความสุขมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ในที่สุดฉันก็มีตุ๊กตาหมีสีขาวขนนุ่มตัวเบ้อเริ่มแล้ว เย้!!!

: -) 

 

ขอบคุณนะคะ คุณยาย

จาก หลานสาวที่น่ารักจะแย่   : -P

 

เดี๊ยวนี้คนเรามีโลกส่วนตัวกันมากขึ้นนะ ว่าม่ะ?

และโลกของแต่ละคน ก็ถูกพกพาไปไหนมาไหนติดตัวเจ้าของได้สะดวกขึ้นด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆแค่ขึ้นรถตู้ … แต่ละคนพอขึ้นไป ก็ควานหาโลกส่วนตัวของตัวเองกันจ้าละหวั่น

สมมุติว่ามีที่นั่งบนรถ12ที่นั่ง ในรถก็จะมีโลกอยู่ทั้งหมด12โลก

ทั้งหาหูฟังมาเปิดเพลงฟัง สร้างอารมณ์ให้ตัวเอง (ประหนึ่งว่ากำลังถ่ายมิวสิค)

หยิบโทสับขึ้นมาคุยๆๆๆ ฆ่าเวลา (รวมถึงฆ่าคนรอบข้างด้วย)

บ้างก็หลับ หลับชนิดที่เรียกว่าสลบไสล สร้างความหงุดหงิดใจให้กับคนอื่นๆ เป็นต้น

เหล่านี้เป็นโลกของแบบ..ของแต่ละคน..ภายในโลกของรถตู้อีกที

 (โลกซ้อนโลก)

“อันชนใดขึ้นรถตู้แล้วไม่มีดนตรีกาล(Mp3) ในสันดารเปนคนชอบกลนัก”

ทุกคนพกเพลงติดตัวราวกับว่ามันเป็นหนึ่งในปัจจัย4

 

รถตู้นี่เป็นสถานที่วิเคราะห์คนอย่างดีเลยนะ หรือจะมองให้เปนศิลปะก็ได้

บางคนคุยๆๆๆๆๆ คุยโทสับอยู่นั่นแหละ คุยตั่งแต่ขึ้นจนถึงที่หมาย (ลงแล้วยังเดินคุยต่อก็มี)

จากพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ทำให้เกิดกลุ่มที่สองตามมา พวกพกmp3

ใครคุยเสียงดัง ใครกรน ใครเรอ ใครตด (กรณีตดนี่ไม่แน่ใจ หากสูดดมเข้าไปคงสร้างความเดือดร้อนพอตัว)

พวกนี้หาทางออกให้ตัวเองด้วยการหาเพลงมาฟังกลบเสียงรอบข้างทุกอย่าง เพลินดี แถมไม่รบกวนคนอื่น (แต่ระวังหูเสื่อมล่ะ)

อยากรู้จังว่าคนที่ฟังหูฟังด้วยกัน (กรณีที่มาเป็นคู่) ฟังเพลงเดียวกัน จะคิดเรื่องเดียวกันมั๊ย?

บางทีฟังเพลงเดียวกัน แต่คิดกันไปคนละเรื่อง … คงไม่มีใครคิดเหมือนกันได้ทุกอย่างหรอก เน๊อะ!!!

พวกที่สาม พวกนี้ ขึ้นรถทีไรเป็นหลับ หัวเอียงไปมา ซบคนนั้นที คนนี้ที

สร้างความเดือดร้อนแบบไม่ได้ตั้งใจไปในตัว

จะมองในมุมที่ดี เราก็ยิ้มได้ แต่จะมองในมุมที่ไม่ดี ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญได้ง่ายๆ

พวกสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด (คิดได้เท่านี้) พวกที่ชอบอ่านหนังสือ อ่านๆๆๆๆ อ่านจนอ้วกก็มี

เรียกอีกอย่างได้ว่า พวกรักการอ่าน (อันนี้น่าน่าส่งเสริมมากกว่ากลุ่มอื่นๆ)

ทั้งหมดนี้ ก็เหมือนศิลปะ แล้วแต่คนจะมอง แล้วแต่อารมณ์ แล้วแต่ช่วงเวลา แล้วแต่ใจ

แล้วแต่ . . . . . . . . . . . .

 

เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบสร้างโลกส่วนตัวเวลานั่งรถไปไหนมาไหน

วันก่อนโน้นนนก็เช่นกัน นั่งรถแล้วก็ฟังเพลงไปด้วย แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า . . .

ขณะที่หันไปบอกคนข้างๆว่า “ฟังเพลงกันเหอะ” เขาก็พูดกลับมาว่า “คุยกันบ้างได้มั๊ย?” *

อืมมมม !!!!  น่าคิดนะ …. นี่เราเอาแต่สร้างโลกส่วนตัว จนลืมโลกของคนรอบข้างไปรึเปล่า  

เมื่อก่อน ไม่เห็นต้องพก mp ติดตัวไปไหนมาไหน ก็เห็นอยู่กันได้ ไม่เดือดไม่ร้อน ไม่เป็นอะไร

เดี๊ยวนี้ลืมที ทำยังกับจะตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด 

ตั่งแต่ mp3 ของเราเสียไป ก็ยังไม่ได้ซื้อใหม่สักที เวลาขึ้นรถคนเดียวก็เซงๆนะ

แต่ก็มีเรื่องอื่นให้คิดมากขึ้น ได้ยินเสียงรอบข้างมากขึ้น ได้คุยกับคนข้างๆมากขึ้น (ในกรณีที่เพื่อนไปด้วย)

บางที ก็แบ่งปันหูฟังด้วยกันกับเพื่อน ก็กุ๊กกิ๊กไปอีกแบบนะ 

เลยคิดว่า จริงๆก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เลย ไม่ซื้อก็ได้ หูจะได้ไม่เสื่อมเร็วด้วย ไม่เปลืองอีกต่างหาก

 

กลับมาที่ประโยคเดิมเมื่อกี้ “คุยกันบ้างได้มั๊ย”

ตกลง คุยกันก็คุยกัน . . . และเราก็เริ่มคุยกัน

เราไม่ได้ฟังเพลง แต่มาฟังเค้าพูดแทน เราคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

บางที คนเราก็จำเปนที่จะต้องแชร์โลกกับคนอื่นบ้างนะ ว่ามั๊ย ?

เอาแต่หมกอยู่ในโลกของตัวเองทุกครั้งที่มีโอกาสแบบนี้ ก็ไม่ดีเท่าไหร่

เราฟังเพลงแก้เบื่อในบางเวลาก็พอ ไม่ใช่ว่าต้องฟังทุกครั้ง ทุกที่  ทำให้มันพอดี . . แล้วมันก็จะดีพอ

เราคุยกัน แทนที่จะฟังเพลง แล้วคิดเรื่องที่ต่างกัน

เราเปลี่ยนมาคุยในเรื่องเดียวกันแทน คุยกันในเรื่องที่เราเข้าใจตรงกัน อยู่ในโลกเดียวกัน

สนุกกว่า ดีกว่า และได้อะไรที่มากกว่า . . อย่างน้อยๆ โลกของเราก็ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เมื่อคุยกันจบ ก็เปลี่ยนมาฟังเพลงบ้าง  มองรอบๆกาย …. รู้สึกว่าสบายใจกว่าเก่า

ตอนนี้ก็เลยกำลังคิดอยู่ว่า จะซื้อดีมั๊ยนะ mp3เนี่ย

ยิ่งมีเนื้อที่เก็บเพลงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตัดเราออกจากโลกตรงหน้ามากขึ้นเท่านั้น

บางเวลาก็อยากพกไว้แก้เซง แต่ก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากมาย

หรือวันไหนคึกจัด ก็ใช้วิธีหันไปขอยืมคนข้างๆฟังด้วย ท่าจะโอเคกว่า  ว่าม่ะ!

แต่ยังไง ก็ . . ดูคนข้างๆให้ดีๆก็แล้วกัน 

 

* มีโลกส่วนตัวก็ดี . . . แต่ก็อย่าให้โลกส่วนตัวของเรามีอำนาจเหนือโลกของทุกคนล่ะ *

   ย่าลืมคิดถึง โลกเขา โลกเรา ด้วยนะ : -) 

 

ถ้าอินเดียเปรียบเหมือนผู้หญิงคนหนึ่ง

ฉันก็คงสนใจผู้หญิงคนนี้ตั่งแต่ยังไม่รู้จักกัน

ยิ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับเธอ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรที่น่าค้นหาเต็มไปหมด

บางเรื่องอาจจะทำให้รู้สึกแปลกกับเธอไปบ้าง แต่เธอก็ยังคงน่าสนใจอยู่ดี

แล้ววันหนึ่งเมื่อเราได้เจอกัน . . ฉันก็ตกหลุมรักเธอโดยไม่ทันจะตั้งตัวด้วยซ้ำ

ทั้งที่ใครต่อใครก็เตือนว่าให้ระวังตัว . . แต่ก็เผลอรักเธอจนได้

เพราะอะไรน่ะเหรอ . . อาจเป็นเพราะความเปนธรรมชาติของเธอล่ะมั๊ง

สิ่งที่สวยงาม และสามารถสัมผัสได้ โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ

ฉันรักในความเป็นธรรมชาติเหล่านั้น . . รักในความเป็นอินเดีย

แม้เธออาจจะดูสกปรก เต็มไปด้วยกลิ่นอันไม่พึ่งประสงค์ วุ่นวาย ไร้ระเบียบ

ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย เห็นแก่เงิน และทำอาหารไม่ถูกปากฉันสักเท่าไหร่นัก

แต่ฉันก็ยังคงชื่นชมเธอ . . และเธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อฉันเลย

ฉันยินดีที่จะรักเธอในแบบนี้ด้วยความเต็มใจ

.

.

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการรู้จักกับเธอ มีมากมายเหลือเกิน

ฉันค้นพบความเชื่อบางอย่าง ที่ไม่เคยคิดว่าจะเชื่อมาก่อน แต่ฉันก็เชื่อมัน

ฉันค้นพบวิถีทางในการดำเนินชีวิตของตัวเอง . . ส่วนหนึ่งมาจากเธอนะ

เธอทำให้ฉันเปลี่ยนแปลง และอยากจะเป็นคนที่ดีกว่าที่เคยเป็น

เธอทำให้ฉันหลงใหลในความเป็นธรรมชาติ หรือสิ่งที่เรียกว่า สัจธรรม.

เธอทำให้ฉันเข้าใจความจริง และอยู่กับมันอย่างมีความสุข

เธอทำให้รู้ว่า โลกที่ฉันอยู่จริงๆ กับโลกในจินตนาการของฉัน แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

และฉันควรอยู่ในโลกใบไหน . . ในเวลาใด

เธอทำให้ฉันรักโลกใบนี้และรักตัวเองมากขึ้น

เธอทำให้ฉันเข้าใจคำว่า เส้นคั่นระหว่างความงาม ความดี ความมี  และ ความสุข

ฉันได้รู้ว่า ความสุข แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจ . . ใช่ที่อื่น

และสุดท้าย . . เธอทำให้ฉันค้นพบตัวเอง และมีความสุขในแบบของฉันเองได้

แม้ว่าในบางครั้ง เธอจะทำให้ฉันรู้สึกบ้า . . และอยากหนีไปจากเธอก็ตาม

แต่ฉันก็ยังคงดีใจ ที่ได้รู้จักกับเธอนะ  อินเดีย  : -)

หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก

.

.

ฉันชอบเธอมากขนาดนี้ . . .

ไม่รู้ว่า เธอจะชอบฉันบ้างหรือเปล่านะ?

: -)

 

เปิดบล็อกจนได้ เย้ๆๆ ^^

 .. ว่าจะทำหนังสือสักเล่ม

หนังสือทำมือ .. แต่เริ่มขี้เกียจล่ะ แต่ก็คงต้องทำแหละ

อยากมีหนังสือของตัวเองสักเล่มนึง

แต่ยังคิดไม่ออกเรยว่าจะเขียนอะไรดี ว๊า….

 .. อยากไปเที่ยว

ไปไหนก็ได้ ไปที่ที่ทำให้ยิ้มกว้างงงง

ไปหาแรงบันดาลใจ ไปเพิ่มพลังชีวิต ไปเปิดมุมมองใหม่ๆ

ไปกับคนที่อยากให้ไปด้วย .. น่าจะดี ^^

เรื่องที่อยากทำ เยอะแยะเกินไปแล้วตอนนี้

ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องที่ทำได้สักกี่เรื่องกันนะ …

ค่อยๆทำไปทีละเรื่องก็แล้วกัน . . . สู้ สู้ ! ! !

หวังว่าที่นี่ คงเป็นอีกที่ที่ทำให้ยิ้มกว้างงงงงงงงง………  : – )

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.