เดี๊ยวนี้คนเรามีโลกส่วนตัวกันมากขึ้นนะ ว่าม่ะ?

และโลกของแต่ละคน ก็ถูกพกพาไปไหนมาไหนติดตัวเจ้าของได้สะดวกขึ้นด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆแค่ขึ้นรถตู้ … แต่ละคนพอขึ้นไป ก็ควานหาโลกส่วนตัวของตัวเองกันจ้าละหวั่น

สมมุติว่ามีที่นั่งบนรถ12ที่นั่ง ในรถก็จะมีโลกอยู่ทั้งหมด12โลก

ทั้งหาหูฟังมาเปิดเพลงฟัง สร้างอารมณ์ให้ตัวเอง (ประหนึ่งว่ากำลังถ่ายมิวสิค)

หยิบโทสับขึ้นมาคุยๆๆๆ ฆ่าเวลา (รวมถึงฆ่าคนรอบข้างด้วย)

บ้างก็หลับ หลับชนิดที่เรียกว่าสลบไสล สร้างความหงุดหงิดใจให้กับคนอื่นๆ เป็นต้น

เหล่านี้เป็นโลกของแบบ..ของแต่ละคน..ภายในโลกของรถตู้อีกที

 (โลกซ้อนโลก)

“อันชนใดขึ้นรถตู้แล้วไม่มีดนตรีกาล(Mp3) ในสันดารเปนคนชอบกลนัก”

ทุกคนพกเพลงติดตัวราวกับว่ามันเป็นหนึ่งในปัจจัย4

 

รถตู้นี่เป็นสถานที่วิเคราะห์คนอย่างดีเลยนะ หรือจะมองให้เปนศิลปะก็ได้

บางคนคุยๆๆๆๆๆ คุยโทสับอยู่นั่นแหละ คุยตั่งแต่ขึ้นจนถึงที่หมาย (ลงแล้วยังเดินคุยต่อก็มี)

จากพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ทำให้เกิดกลุ่มที่สองตามมา พวกพกmp3

ใครคุยเสียงดัง ใครกรน ใครเรอ ใครตด (กรณีตดนี่ไม่แน่ใจ หากสูดดมเข้าไปคงสร้างความเดือดร้อนพอตัว)

พวกนี้หาทางออกให้ตัวเองด้วยการหาเพลงมาฟังกลบเสียงรอบข้างทุกอย่าง เพลินดี แถมไม่รบกวนคนอื่น (แต่ระวังหูเสื่อมล่ะ)

อยากรู้จังว่าคนที่ฟังหูฟังด้วยกัน (กรณีที่มาเป็นคู่) ฟังเพลงเดียวกัน จะคิดเรื่องเดียวกันมั๊ย?

บางทีฟังเพลงเดียวกัน แต่คิดกันไปคนละเรื่อง … คงไม่มีใครคิดเหมือนกันได้ทุกอย่างหรอก เน๊อะ!!!

พวกที่สาม พวกนี้ ขึ้นรถทีไรเป็นหลับ หัวเอียงไปมา ซบคนนั้นที คนนี้ที

สร้างความเดือดร้อนแบบไม่ได้ตั้งใจไปในตัว

จะมองในมุมที่ดี เราก็ยิ้มได้ แต่จะมองในมุมที่ไม่ดี ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญได้ง่ายๆ

พวกสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด (คิดได้เท่านี้) พวกที่ชอบอ่านหนังสือ อ่านๆๆๆๆ อ่านจนอ้วกก็มี

เรียกอีกอย่างได้ว่า พวกรักการอ่าน (อันนี้น่าน่าส่งเสริมมากกว่ากลุ่มอื่นๆ)

ทั้งหมดนี้ ก็เหมือนศิลปะ แล้วแต่คนจะมอง แล้วแต่อารมณ์ แล้วแต่ช่วงเวลา แล้วแต่ใจ

แล้วแต่ . . . . . . . . . . . .

 

เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบสร้างโลกส่วนตัวเวลานั่งรถไปไหนมาไหน

วันก่อนโน้นนนก็เช่นกัน นั่งรถแล้วก็ฟังเพลงไปด้วย แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า . . .

ขณะที่หันไปบอกคนข้างๆว่า “ฟังเพลงกันเหอะ” เขาก็พูดกลับมาว่า “คุยกันบ้างได้มั๊ย?” *

อืมมมม !!!!  น่าคิดนะ …. นี่เราเอาแต่สร้างโลกส่วนตัว จนลืมโลกของคนรอบข้างไปรึเปล่า  

เมื่อก่อน ไม่เห็นต้องพก mp ติดตัวไปไหนมาไหน ก็เห็นอยู่กันได้ ไม่เดือดไม่ร้อน ไม่เป็นอะไร

เดี๊ยวนี้ลืมที ทำยังกับจะตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด 

ตั่งแต่ mp3 ของเราเสียไป ก็ยังไม่ได้ซื้อใหม่สักที เวลาขึ้นรถคนเดียวก็เซงๆนะ

แต่ก็มีเรื่องอื่นให้คิดมากขึ้น ได้ยินเสียงรอบข้างมากขึ้น ได้คุยกับคนข้างๆมากขึ้น (ในกรณีที่เพื่อนไปด้วย)

บางที ก็แบ่งปันหูฟังด้วยกันกับเพื่อน ก็กุ๊กกิ๊กไปอีกแบบนะ 

เลยคิดว่า จริงๆก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เลย ไม่ซื้อก็ได้ หูจะได้ไม่เสื่อมเร็วด้วย ไม่เปลืองอีกต่างหาก

 

กลับมาที่ประโยคเดิมเมื่อกี้ “คุยกันบ้างได้มั๊ย”

ตกลง คุยกันก็คุยกัน . . . และเราก็เริ่มคุยกัน

เราไม่ได้ฟังเพลง แต่มาฟังเค้าพูดแทน เราคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

บางที คนเราก็จำเปนที่จะต้องแชร์โลกกับคนอื่นบ้างนะ ว่ามั๊ย ?

เอาแต่หมกอยู่ในโลกของตัวเองทุกครั้งที่มีโอกาสแบบนี้ ก็ไม่ดีเท่าไหร่

เราฟังเพลงแก้เบื่อในบางเวลาก็พอ ไม่ใช่ว่าต้องฟังทุกครั้ง ทุกที่  ทำให้มันพอดี . . แล้วมันก็จะดีพอ

เราคุยกัน แทนที่จะฟังเพลง แล้วคิดเรื่องที่ต่างกัน

เราเปลี่ยนมาคุยในเรื่องเดียวกันแทน คุยกันในเรื่องที่เราเข้าใจตรงกัน อยู่ในโลกเดียวกัน

สนุกกว่า ดีกว่า และได้อะไรที่มากกว่า . . อย่างน้อยๆ โลกของเราก็ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เมื่อคุยกันจบ ก็เปลี่ยนมาฟังเพลงบ้าง  มองรอบๆกาย …. รู้สึกว่าสบายใจกว่าเก่า

ตอนนี้ก็เลยกำลังคิดอยู่ว่า จะซื้อดีมั๊ยนะ mp3เนี่ย

ยิ่งมีเนื้อที่เก็บเพลงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตัดเราออกจากโลกตรงหน้ามากขึ้นเท่านั้น

บางเวลาก็อยากพกไว้แก้เซง แต่ก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากมาย

หรือวันไหนคึกจัด ก็ใช้วิธีหันไปขอยืมคนข้างๆฟังด้วย ท่าจะโอเคกว่า  ว่าม่ะ!

แต่ยังไง ก็ . . ดูคนข้างๆให้ดีๆก็แล้วกัน 

 

* มีโลกส่วนตัวก็ดี . . . แต่ก็อย่าให้โลกส่วนตัวของเรามีอำนาจเหนือโลกของทุกคนล่ะ *

   ย่าลืมคิดถึง โลกเขา โลกเรา ด้วยนะ : -) 

Advertisement